เว็บไซด์นี้สร้างมาเพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะต่อบุคคลทั่วไป ในการหางาน part time / full time งานทำที่บ้าน งานพิเศษ อาชีพเสริม และอื่นๆ โดยเว็บไซด์จะอัพเดท งานทุกวัน

หางานพิเศษ รายได้เสริม

รับสมัครงานพิเศษทำที่บ้าน งาน part time รายได้ดี คีย์ข้อมูล พิมพ์งาน ทำงานผ่านเนต รับเงินทุกวัน รับสมัครงานทำที่บ้าน งาน part time รายได้ดี เป็นงานคีย์ข้อมูล พิมพ์งาน แนะนำสำหรับคนที่ใช้งาน internet เป็นประจำ ในการทำงาน ทำตอนเย็น- กลางคืน หลังเลิกเรียน เลิกงาน เป็นรายได้เสริม ทำที่บ้านได้

รายได้เสริม งานพิเศษ สำหรับนักศึกษา

รายได้พิเศษช่วงปิดเทอม รายได้เสริมหลังจากเลิกเรียน ไม่ฟิกเวลาทำงาน สามารถทำงานได้ในเวลาว่าง ไม่กระทบการเรียน ยินดีรับนักศึกษาที่ยังเรียนอยู่ จบใหม่ และผู้ที่สนใจ

แหล่งรวมงาน part time งานพิเศษ งานทำที่บ้าน รายได้เสริม

แหล่งรวมงาน part time งานทำที่บ้าน งานทำเสาร์อาทิตย์ รายได้เสริม รวมทั้งงานพิเศษ หลังเลิกงานและเลิกเรียน รับ ของ ชำร่วย มา ทำ ที่ บ้าน รับงานฝีมือมาทำที่บ้าน งานประดิษฐ์ง่ายๆ

รับตัวแทนจำหน่ายเสื้อผ้า ฟรี!!! ทั่วประเทศ

รับสมัครตัวแทนจำหน่ายไม่สตอคของ ไม่ต้องลงทุน ก็มีรายได้ง่ายๆ เพียงสมัครเป็นตัวแทนกับเรา ฟรี!! รับสมัครตัวแทนจำหน่ายเสื้อผ้าราคาส่ง เพียงนำรูปสินค้าไปโพสต์ขาย บวกกำไรเพิ่มเอง เราจัดส่งให้ในนามตัวแทน 1 ชิ้นก็ส่ง รีบเลย !!!! click !!

งาน part time คีย์ข้อมูล เปิดรับสมัคร

งานพาร์ทไทม์สำหรับผู้ที่ต้องการหาเงิน หางานทำที่บ้านหรือทำหลังเลิกงาน-เลิกเรียน เปิดรับคนคีย์ข้อมูล ทำง่าย เลือกเวลาในการทำงานเองได้ มีการสอนงานให้ก่อนรับไปทำที่บ้าน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ หารายได้เสริม งานทำวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จ่ายเงินรายอาทิตย์....

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ดูก่อน 4 เรื่องเงิน ที่ต้องทำช่วง 5 ปีแรก หลังเรียนจบ >>>>




ชีวิตในสถานศึกษากับชีวิตจริงนั้นมีความแตกต่างกันมาก การเรียนในมหาวิทยาลัยอาจจะเป็นอะไรที่สนุกสนาน แต่ชีวิตการทำงานนั้นไม่ได้สนุกสนานอย่างที่หลายคนคิด…. คุณอาจจะตระหนักถึงความจริงข้อนี้หลังจากที่เรียนจบออกมา 5 ปี แล้วแต่พบว่าตัวเองยังไม่ได้ก้าวไปถึงไหนเลย ทั้งหน้าที่การงานและ เรื่องการเงิน…

นอกจากนี้ ในภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ถดถอยจนไม่รู้จะถอยยังไงแล้ว ข้าวยากหมากแพง รายจ่ายก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าสังคม (อย่างเช่น ค่าใส่ซองงานแต่งของเพื่อนฝูง) แต่รายได้ของคุณยังคงที่ ไม่มีเพิ่มขึ้น คุณอาจเกิดการตั้งคำถามกับตัวเองว่า คุณจะไหวเหรอ กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ วันเช่นนี้?

ถ้าคุณไม่อยากจบออกมาแล้วเจอเหตุการณ์อย่างเช่นที่กล่าวมาข้างต้น ลองอ่านบทความเกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องทำกับ เรื่องการเงิน ของคุณ ในช่วง 5 ปีแรกหลังจากจบการศึกษา ที่ MoneyGuru.co.th นำมาฝากในวันนี้ดูค่ะ

1.เงินสำรองฉุกเฉิน
รถเสีย, คนในบ้านป่วย หรือบ้านชำรุด…คุณจะไม่ต้องกังวลกับเหตุการณ์ที่กล่าวมาเลย หากคุณมีเงินสำรองฉุกเฉิน ซึ่งวิธีที่คุณจะมีเงินสำรองฉุกเฉินนั้นมีหลายวิธี และวิธีที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันมากที่สุดคือการฝากประจำกับธนาคารค่ะ

สำหรับเงินสำรองฉุกเฉินที่ทุกคนควรมีเบื้องต้น ต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือนค่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเก็บเงินก้อนใหญ่ทีเดียว หรือเก็บเงินจนรัดเข็มขัดตัวเองเกินไปนะคะ ค่อย ๆ เก็บไปทีละนิด ๆ ฝากเงินเข้าบัญชีฝากประจำทุก ๆ เดือน ไม่นานคุณก็จะได้เงินก้อนใหญ่เองค่ะ แถมบัญชีฝากประจำจะมีดอกเบี้ยที่ดีกว่าด้วยนะคะ

2.วางแผนเกษียณอายุ
หากคุณไม่อยากตกอับในช่วงวัยชรา เหมือนบั้นปลายของใครหลายคนในรายการวงเวียนชีวิต เราแนะนำให้คุณเริ่มวางแผนเกษียณอายุตั้งแต่เนิ่น ๆ จะให้พูดกันจริง ๆ ก็ตั้งแต่ได้เงินเดือนเดือนแรกมานี่แหละค่ะ เมื่อคุณทำงานคุณอาจลองถามบริษัทที่คุณทำงานดูว่าเขามีประกันสังคมหรือเปล่า เพราะประกันสังคมก็สามารถให้เงินคุณเมื่อตอนที่คุณเกษียณอายุได้ แต่ไม่มากนัก

นอกจากนี้ คุณยังสามารถลงทุนในกองทุนรวม LTF RMF เพื่อเก็บเงินในการเกษียณอายุก็ได้นะคะ หรือจะทำประกันชีวิตในรูปแบบออมเงินสำหรับเกษียณอายุก็ได้เช่นกันค่ะ

3.ชำระหนี้ กยศ.

หากคุณไม่อยากทำงานไปแล้วเจอกับปัญหาเรื่องการไม่ชำระหนี้ กยศ. โดนสังคมประนามว่าเป็นคนไม่ดี อย่างที่ออกข่าวกันครึกโครม เราขอแนะนำให้คุณเรียนจบแล้วรีบชำระหนี้ให้เร็วที่สุดค่ะ โดยทั่วไปแล้วหนี้ กยศ. จะใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการชำระหนี้คืน แต่คุณอาจใช้เวลาน้อยกว่านั้นได้หากคุณชำระหนี้ กยศ. มากกว่าขั้นต่ำที่กำหนดเอาไว้ค่ะ



4.ว่าด้วยเรื่องบัตรเครดิต

ก่อนที่คุณจะทำบัตรเครดิต คุณควรถามตัวเองก่อนว่าคุณรู้จักบัตรเครดิตดีพอหรือไม่? หากคุณมีบัตรเครดิตและคุณใช้มัน นั่นหมายความว่าคุณจะต้องใช้หนี้บัตรเครดิตในทุก ๆ เดือนพร้อมกับดอกเบี้ย หากคุณยังเงินเดือนไม่มากนัก แถมยังมีการใช้จ่ายเดือนชนเดือนล่ะก็ อย่าเพิ่งคิดที่จะสมัครบัตรเครดิตเด็ดขาดเลยนะคะ เพราะคุณอาจจะพบเจอกับหายนะทางการเงินได้ง่าย ๆ เลยแหละค่ะ

หรือถ้าหากคุณจำเป็นต้องมีบัตรเครดิตจริง ๆ เพราะไลฟสไตล์และการใช้ชีวิตของคุณไม่เอื้อต่อการใช้จ่ายด้วยเงินสด คุณอาจจะใช้บัตรเดบิตก็ได้นะคะ รูดปรี๊ด ง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องพกเงินเหมือนกัน เพียงแต่ว่าหากไม่มีเงินในบัญชี คุณจะไม่สามารถรูดบัตรได้เท่านั้นเองค่ะ แถมการรูดกี่ครั้งก็ไม่ต้องมีเรื่องของดอกเบี้ยมาให้รกสมองด้วย

แต่ถ้าคุณจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตจริง ๆ เราก็ไม่ห้ามค่ะ ขอเพียงแค่คุณรู้จักวิธีใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาด ไม่ให้ตกเป็นทาสของดอกเบี้ยมหาศาล ที่ใช้เวลาในการชำระคืนนานหลายปีหากคุณชำระขั้นต่ำต่อเดือน

ขอบคุณเนื้อหาบทความดีดีจาก @ money.sanook.com
 

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ทนายคนพิการจ่อร้องนายกฯเพิ่มข้อหา7โจ๋ >>>>

http://news.sanook.com/1996594/

ทนายความจ่อร้องขอความเป็นธรรมนายกรัฐมนตรี คดีโจ๋ฆ่าคนพิการโชคชัย หากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพิ่มข้อกล่าวหา ระบุหลักฐานชัด ไม่หวั่นมีปัญหากับเจ้าหน้าที่

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความชายพิการโชคชัย 4 เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า มีความเห็นต่างกับ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ได้ออกมาแถลงข่าวในเรื่องนี้ เนื่องจากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนมาก และมองว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ เหมือนจะเอนเอียงไปทางผู้ต้องหา โดยตั้งข้อสังเกตว่าทำไมคดีอื่นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงสามารถตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ แต่กลับกัน ในคดีนี้กลับประวิงเวลา และไม่ยอมตั้งข้อหา

นอกจากนี้ นายอนันต์ชัย ยังกล่าวอีกว่า หากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จะเดินทางไปร้องนายกรัฐมนตรี อัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน เพื่อข้อความเป็นธรรม และไม่หวั่นหากจะมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากตนทำตามกฎหมาย และเพื่อความถูกต้อง โดยมีประชาชนคอยเป็นกระบอกเสียงและอยู่เคียงข้าง

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

รู้ไหม 5 เหตุผลยอดแย่ในการขอยืมเงิน ?


การยืมเงินเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ต่างก็หลีกเลี่ยง ทั้งการเป็นผู้ยืมหรือผู้ให้ยืม แต่เมื่อเข้าตาจน เกิดวิกฤตทางการเงินขึ้นกับตัวเอง เราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องยืมเงินผู้อื่นมาเพื่อใช้จ่าย แต่ผู้ให้ยืมก็มักจะถามก่อนให้ยืมเสมอว่าจะยืมเอาไปทำอะไร ซึ่งจะเป็นเหตุผลที่จะใช้ในการประกอบการพิจารณาว่าจะให้ยืมดีหรือไม่ แต่ก็มีเหตุผลบางอย่างที่เป็นเหตุผลยอดแย่ในการขอยืมเงิน ที่ผู้ให้ยืมคง say no กับคุณแน่นอน ทาง MoneyGuru.co.th ได้นำเหตุผลยอดแย่เหล่านั้นมาให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันครับ

1. จัดงานเลี้ยง
อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่า ปกติคนเราจะยืมเงินคนอื่นก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากมีเพื่อนเดินมาขอยืมเงินคุณแล้วบอกว่าจะนำไปจัดงานเลี้ยง เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ ที่เป็นการใช้เงินไปอย่างสูญเปล่า ไม่ได้ก่อให้เกิดผลงอกเงยอะไรขึ้นมาเลย คุณคงจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นและไม่อยากจะให้ยืมเลยใช่ไหมครับ เพราะเพื่อนของคุณไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย เขาเพียงต้องการยืมเงินของคุณไปใช้เพื่อความบันเทิงเท่านั้นเอง

และคนที่ขอยืมเงินคนอื่นไปเพื่อใช้สนองความต้องการด้านความบันเทิงที่ไม่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต บ่งบอกได้ว่าเป็นคนที่ไม่รู้จักประมาณตนเอง แทนที่มีเงินไม่พอก็ไม่ควรจัด แต่กลับมาขอยืมเงินคนอื่นเพื่อไปจัดงานเลี้ยง เหตุผลนี้จึงถูกยกให้เป็นหนึ่งในเหตุผลยอดแย่ไปครับ

2. ขอยืมแทนคนอื่น
การขอยืมเงิน คนที่ยืมกับคนที่ใช้เงินควรจะเป็นคนเดียวกัน ลองนึกดูว่า A มายืมเงินคุณ โดยบอกว่ายืมแทน B คุณคงรู้สึกแปลก ๆ ว่าทำไม B ไม่มายืมคุณเอง และรู้สึกว่า A โกหกคุณโดยอ้างชื่อ B หรือเปล่า แสดงถึงความไม่จริงใจของผู้ยืม ทำผู้ให้ยืมรู้สึกไม่ไว้ใจผู้มาขอยืม และถูกปฏิเสธได้ง่าย ๆ ครับ

3. ยืมไปจ่ายหนี้พนัน

การเล่นการพนันนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังทำให้เกิดนิสัยการใช้เงินที่ไม่ดีอีกด้วย เสียแล้วเสียอีกจนหมดตัว จนต้องไปขอยืมเงินคนอื่นมาเพื่อจ่ายหนี้พนัน ซึ่งเวลาที่มีคนมาขอยืมเงินเพื่อไปจ่ายหนี้พนันหรือเล่นพนัน คนให้ยืมจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องของเขาที่จะต้องช่วยเหลือคนที่หาความเดือดร้อนใส่ตัวเอง และคิดว่าถ้าหากให้ยืมครั้งแรกคงมีครั้งต่อ ๆ ไปอย่างแน่นอน ซึ่งคงไม่สามารถให้ยืมได้ทุกครั้ง จึงปฏิเสธไปเสียแต่ทีแรกที่มีการขอยืมครับ

4. ยืมไปเที่ยว
ข้อนี้ก็อีกเช่นกัน คนปกติถ้าไม่มีเงิน ก็จะไม่ไปเที่ยวกันใช่ไหมครับ แต่หากมีคนมาขอยืมเงินเพื่อไปเที่ยวหาความสนุกสนาน ทั้ง ๆ ที่คุณทำงานแทบตายกว่าจะเก็บเงินมาได้ กลับมีคนมาขอยืมเพื่อไปใช้อย่างสนุกสนาน โดยที่คุณต้องมานั่งกังวลว่าจะได้เงินคืนหรือไม่ เหตุผลการยืมเงินข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเอาเสียเลย เพราะการยืมเงินเพื่อไปเที่ยวไม่ได้เป็นการยืมเพื่อนำไปแก้ไขความเดือดร้อนอะไรเลย จึงเป็นเหตุผลการขอยืมเงินที่แย่ครับ

5. ยืมไปทำศัลยกรรม
เหตุผลข้อนี้อาจฟังดูตลก แต่ก็เป็นเหตุผลที่แย่จริง ๆ เพราะเงินที่ได้จากการทำงานของแต่ละคน ก็ต้องเก็บไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เก็บไว้เผื่ออนาคต แต่อยู่ดี ๆ จะมีคนมาขอยืมไปทำศัลยกรรมเพื่อความสวยงามกันอย่างง่ายดาย ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจำเป็น มันก็เลยเป็นเหตุผลที่ฟังดูแย่ครับ

เหตุผลทั้ง 5 ข้อนี้ อย่าได้นำไปกล่าวอ้างเพื่อขอยืมเงินใครเชียวนะครับ เพราะจะถูกปฏิเสธอย่างไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว นอกจากเหตุผลยอดแย่ในการกู้ยืมเงินแล้ว หากคุณผู้อ่านไม่ต้องการตกอยู่ในวิกฤตการเงินจนต้องไปยืมเงินคนอื่น ก็ต้องอ่าน 4 พฤติกรรม การเงิน ยอดอันตราย! เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ตกสู่วิกฤตการเงินครับ และหากคุณผู้อ่านสนใจเคล็ดลับด้านการเงินอื่น ๆ คุณผู้อ่านก็สามารถติดตามอ่านบทความเคล็ดลับเกี่ยวกับการเงินอีกมากมายได้ที่ MoneyGuru.co.th ครับ

อ้างอิง dailyfinance.com, moneymax.ph, nerdwallet.com , MoneyGuru.co.th , money.sanook.com

7 ข้อต้องระวัง เวลาไปสัมภาษณ์งาน >>>>

 

7 ข้อต้องระวัง เวลาไปสัมภาษณ์งาน

เมื่อเราได้รับการติดต่อให้ไปสัมภาษณ์งาน เราคงไม่อยากปล่อยให้โอกาสในการได้งานหลุดลอยไปใช่ไหมล่ะครับ เช่นนั้น เวลาเราไปสัมภาษณ์งาน เราก็ควรต้องทำให้ดีที่สุดและทำให้คนสัมภาษณ์ประทับใจที่สุด

นอกจากเรื่องพื้นฐานอย่างการแสดงมารยาทที่ดีและแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้ว ยังมีหลายๆ อย่างที่เราต้องคำนึงถึง และนี่ก็คือ 7 ข้อต้องระวัง เวลาไปสัมภาษณ์งานครับ

1.    ไม่มีการซ้อมมาก่อน
เราควรแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็น ว่าเรามีการเตรียมตัวที่ดีก่อนจะมาสัมภาษณ์งานในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมตอบในคำถามที่ว่าทำไมเราถึงควรได้งานนี้ ถ้าหากเราไม่ได้ซ้อมมาก่อน อาจจะทำให้คำตอบฟังออกมาดูขาดๆ เกินๆก็เป็นได้

ดังนั้น อาจจะให้ลองหาคำถามที่มักถูกถามเวลาสัมภาษณ์งานในอินเตอร์เน็ต แล้วซ้อมกับตัวเอง  คนในครอบครัว หรือเพื่อนๆ ก็ได้ วิธีนี้จะทำให้เราสามารถเตรียมคำตอบที่ดีได้และแสดงความเป็นตัวเองออกมาได้

2.    ถ่อมตัวมากจนเกินไป
ในเมื่อเราถูกเรียกมาสัมภาษณ์แล้ว แสดงว่าเห็นแววในความสามารถของเรา ดังนั้นถ้ามีโอกาสได้พูดถึงความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ต่างๆ จงอย่าอายที่จะพูด แต่ก็อย่าถึงกับอวดตัว โม้ไม่หยุด จนไม่ทันสังเกตคนสัมภาษณ์ว่ามีท่าทีอย่างไร เราควรที่จะต้องรู้ว่าตอนไหนเราควรหยุดด้วย

3.    บุคลิกภาพที่ไม่ดี
ยิ่งถ้าใครเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เจอการสัมภาษณ์งานเข้าไปแรกๆ อาจควบคุมอาการตื่นเต้นและกังวลไว้ไม่อยู่ โดยบางคนอาจจะเผลอเล่นผม กระดิกขา และอื่นๆ เมื่อผู้สัมภาษณ์เห็น อาจจะโฟกัสไปที่ส่วนนั้นแทนคำตอบของเราก็เป็นได้

นอกจากนี้ ภาษากายก็สำคัญเช่นกัน บางคนมือแข็ง ไม่ไหว้ ไม่ยิ้ม ไม่ทักทาย ไม่สบตาผู้สัมภาษณ์ พูดเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ แบบนี้คงไม่เวิร์ค อย่าลืมว่าความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญ และบุคลิกภาพที่ดีเป็นประตูสู่ความสำเร็จได้

4.    ไม่แสดงออกถึงความสนใจในงาน
หากใครเป็นประเภทพวกถามคำตอบคำ คงจะต้องปรับตัวเองพอสมควรครับ เพราะการสัมภาษณ์งานเป็นโอกาสที่ดีที่บริษัทจะได้ทำความรู้จักเรามากขึ้น และนอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ให้เราได้ถามเกี่ยวกับบริษัทที่อาจได้เข้าทำงานด้วยเช่นกัน

สำหรับผู้สัมภาษณ์หลายๆ คน หากเราไม่มีคำถามอะไรเลย อาจจะแสดงถึงความไม่สนใจและกระตือรือร้นในการทำงานกับบริษัทได้ ดังนั้น ควรเตรียมไปสัก 2-3 คำถามเกี่ยวกับหน้าที่งาน หรือบริษัท ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีครับ

5.    ทำตัวตีสนิทกับผู้สัมภาษณ์งานมากเกินไป
ถึงแม้ว่าผู้สัมภาษณ์งานอาจดูอายุใกล้เคียงกับเรา คุยสนุก ยิ้มแย้ม แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทำตัวตามสบายเหมือนเป็นเพื่อนซี้ได้นะครับ เพราะยังไงนี่ก็คือการสัมภาษณ์งานที่เป็นทางการ เขากำลังพิจารณาเราอยู่นะครับ

6.    ถามเรื่องเงินเป็นคำถามแรก
เมื่อผู้สัมภาษณ์เปิดโอกาสให้เราถามคำถาม อย่านำเอาเรื่องเงินเดือนมาพูดก่อน เพราะแม้มันจะเป็นประเด็นที่เราสนใจสุดๆ แต่การถามเรื่องนี้เป็นคำถามแรกจะทำให้ผู้สัมภาษณ์มองเราสนใจเรื่องเงินมากกว่าเรื่องงาน ดังนั้น ถ้าผู้สัมภาษณ์ใม่นำเรื่องนี้มาพูด ก็ไม่ควรที่จะถาม แต่ถ้าเขานำเรื่องนี้มาพูดก่อน ค่อยเจรจากันจะดีกว่าครับ

7.    กล่าวถึงนายจ้าง เพื่อนร่วมงานในอดีตหรือปัจจุบันในทางไม่ดี
บางทีเราอาจจะเจอคำถามว่าทำไมถึงลาออกจากที่ทำงานเดิม หรือทำไมถึงคิดจะลาออก พยายามอย่าตอบในเชิงบ่นนายจ้างหรือเพื่อนร่วมงานเด็ดขาด ถึงแม้ว่านั่นอาจเป็นเหตุผลที่แท้จริงของเรา แต่สำหรับผู้สัมภาษณ์งาน เขาอาจมองเราในแง่ลบแทนว่าอะไรๆ ก็โทษนายจ้าง โทษเพื่อนร่วมงาน หากเป็นแบบนี้คงไม่อยากจ้างเราหรอก

การสัมภาษณ์งานให้เป็นที่ประทับใจของผู้สัมภาษณ์ ต้องอาศัยความมั่นใจ การนำเสนอความสามารถของเราที่เหมาะสมโดยที่ไม่โอ้อวด วางตัวเหมาะสม และแสดงความสนใจในตัวงาน  ขอให้ครั้งหน้าที่ไปสัมภาษณ์งาน จะได้งานอย่างใจหวังกันนะครับ


ขอคุณเนื้อหาดีดีจากทีมงาน www.Masii.co.th

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

จริงหรือ "มนุษย์โต๊ะรก"คือพวกมีประสิทธิภาพการทำงานสูง ! >>>>


ปกติแล้ว เรามักจะเห็นพฤติกรรมของคนทำงานที่แตกต่าง โดยเฉพาะ "การจัดโต๊ะ" หลายคนชอบจัดโต๊ะแนวต่าง ๆ เช่น สวยงาม หรือเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะเชื่อว่า จะทำให้โต๊ะสะอาด และสร้างสรรค์ไอเดียได้อย่างลื่นไหล

ขณะเดียวกัน คนที่ไม่ชอบจัดโต๊ะ หรือปล่อยให้โต๊ะรก สุมไปด้วยหนังสือและงานต่าง ๆ เป็นกองพะเนิน มักจะถูกตำหนิว่า เป็นพวกไม่รักความเป็นระเบียบ ยุ่งเหยิง และน่าจะเป็นพวกสับสนในการทำงานไม่มากก็น้อย

ทว่า ความเชื่อทำนองนี้ ได้มีผู้ออกมาแสดงทัศนะปฎิเสธว่า ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่! โดยศาสตราจารย์เอริก อับราฮัมสัน ผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง "A Perfect Mess" ได้เขียนไว้ในหนังสือดังกล่าวว่า คนที่มีโต๊ะทำงานรกนั้น แท้จริงไม่ใช่พวกขี้เกียจ แต่เป็นพวกคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ อย่างเช่น อัจฉิรยะบุคคลหลายคนของโลกนี้ !

โดยในหนังสือนี้ระบุว่า โดยปกติแล้ว ผู้จัดการจำนวนมากคอยจะดูถูกลูกจ้างที่มีโต๊ะรกรุงรัง แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาอาจทำงานได้ดีกว่าคนอื่น ๆ เนื่องจากความรกเป็นสัญลักษณ์ของการที่บุคคลกำลังโฟกัส หรือมุ่งความสนใจหลักไปยังงานของเขา และ "ภาวะโต๊ะรก" ของคนประเภทนี้ ชี้ว่าพวกเขาเป็นพวกทำงานเยอะมาก และทำงานเร็วด้วย โดย ศ.เอริก ได้ยกตัวอย่างบุคคลอัจฉิรยะอย่าง "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" ยอดนักวิทยาศาสตร์ เจ้าของทฤษฎีสัมพันธภาพ และนายโรอัลด์ ดาลห์ นักเขียนชาวเวลส์ชื่อดัง ที่ทั้งคู่ต่างมีชื่อเสียงในเรื่องโต๊ะรกมาก

ศ.เอริกชี้ว่า "ความรกรุงรัง"นั้นไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่จะมีความเป็นระเบียบเข้ามาควบคุม ตัวอย่างเช่น เราสามารถดูปรากฎการณ์ของกลุ่ม "ซิลิคอน วัลเลย์" เพราะแม้จะดูวุ่นวาย แต่มันเป็นลักษณะการทำงานของบริษัทที่หลากหลายแตกต่างกัน ทำงานใกล้ชิดกัน และสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ ขึ้นมา

ขณะที่โต๊ะรกรุงรังอาจมองได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของระบบที่มีประสิทธิภาพสูง สิ่งสำคัญที่สุดของโต๊ะที่รกรุงรังนั้นคือ งานที่เร่งด่วนจะอยู่ใกล้ที่สุด ขณะที่สิ่งที่ไม่จำเป็นที่สามารถปล่อยเฉยได้ จะถูกทิ้งให้อยู่ใต้ก้นกองหนังสือที่รกรุงรังนั้น สิ่งนี้สะท้อนถึงความมีเหตุผลได้อย่างสมบูรณ์แบบ! นี่เป็นการอธิบายของผู้เชี่ยวชาญผู้นี้ซึ่งถือว่าแตกต่างจากความคิดและความเชื่อของคนทั่วๆ ไป แต่อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีได้ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ การใช้วิจารณญาณหรือการสังเกตตัดสินของเราเองต่อพวก"มนุษย์โต๊ะรก"ซึ่งอาจเป็นเพื่อนผู้นั่งใกล้ชิดเราว่า แท้จริงแล้ว เขาเป็นมนุษย์ผู้มีประสิทธิภาพสูงในการทำงาน เหมือนเช่นอย่างที่ ศ.เอริก อับราฮัมสัน กล่าวไว้หรือไม่!!!


ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2558